June 14, 2024
Bangkok, Thailand
สุขภาพ

บอกลา “กรดไหลย้อน” เริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์ ในบทความนี้จะพูดถึงสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และการรักษาของโรคกรดไหลย้อน

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูด กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปากกระเพาะอาหารอาจทำงานผิดปกติ ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหารได้ง่าย
  • การกดทับในช่องท้อง ท้องผูกหรือมีน้ำหนักตัวเกินอาจทำให้มีการกดทับในช่องท้อง เพิ่มความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน
  • อาหารและการดื่ม อาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต อาหารที่มีไขมันสูง และคาเฟอีน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน

  • แสบร้อนในหน้าอก อาการที่พบบ่อยที่สุดคือแสบร้อนที่หน้าอก โดยเฉพาะหลังจากการรับประทานอาหาร
  • รสขมในปาก ความรู้สึกขมหรือเปรี้ยวในปาก โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • กลืนลำบาก อาจมีอาการกลืนลำบากหรือรู้สึกว่ามีอะไรติดคอ
  • อาการไอหรือเสียงแหบ การไหลย้อนของกรดสามารถกระตุ้นอาการไอหรือทำให้เสียงแหบได้

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

  • การซักประวัติ การสอบถามเกี่ยวกับอาการและการตรวจร่างกายโดยแพทย์
  • การส่องกล้อง อาจมีการส่องกล้องเพื่อตรวจสอบภายในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
  • การตรวจวัดสภาพกรดด่างในหลอดอาหาร เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ

การรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ และไม่รับประทานอาหารก่อนนอน
  • ยาลดกรด ยาลดกรดสามารถช่วยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร
  • การผ่าตัด ในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล อาจมีการพิจารณาวิธีการผ่าตัด

การจัดการกับโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ การรับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ จะช่วยลดความดันในกระเพาะอาหาร หลีกเลี่ยงการนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรออย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง และการยกหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อยโดยอาจใช้หมอนหนุน จะช่วยลดการไหลย้อนของกรดในช่วงเวลากลางคืน

ข้อสรุปโรคกรดไหลย้อน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและจัดการกับโรคกรดไหลย้อนในชีวิตประจำวัน สามารถช่วยลดอาการ รวมถึงป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาได้ หากเกิดอาการเรื้อรังหรือมีอาการรุนแรงขึ้นอาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม